ทลายเครือข่ายนักบินปราจีน Gen ใหม่ เปลี่ยนแนวขนยา
ซุกซ่อนในรถ เตรียมขับขึ้นเรือเฟอร์รี่มุ่งหน้าไปสมุย
ตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. โดยศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอ.ปส.ตร.) และกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.), พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า รอง ผบช.ปส. และ พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส. ได้ขับเคลื่อนการปฏิบัติการเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งการสืบสวน ขยายผล ปราบปรามเครือข่ายยาเสพติด ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ พร้อมยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดวงจรทางการเงินของขบวนการค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส.,
พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.วันชนะ บวรบุญ ผบก.ขส.บช.ปส., พล.ต.ต.วัสสา วัสสานนท์ ผบก.อก.บช.ปส. ร่วมแถลงข่าวผลการทลายเครือข่ายนักบินปราจีนได้ผู้ต้องหา 4 คน ของกลาง ไอซ์ 2,000 กิโลกรัม ยึดรถยนต์ 2 คัน พร้อมขยายผลอย่างต่อเนื่อง
กล่าวคือ เมื่อปี พ.ศ.2568 จากการสืบสวนเครือข่ายยาเสพติดของ กก.2 บก.ปส.1 ร่วมกับ บก.ข่าวกรองยาเสพติด และเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทหาร ศูนย์สงครามพิเศษ และสำนักงานปราบยาเสพติดสหรัฐอเมริกา (DEA.) สืบทราบว่าจะมีขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากกลุ่มเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี โดยระดับสั่งการได้ข้ามไปอยู่ทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทั้งฝั่งพม่าและลาว จะสั่งการนักบินวัยรุ่น
ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีในการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคอีสานเข้ามามายังพื้นที่ชั้นใน ซึ่งสามารถติดตามจับกุมกลุ่มเครือข่าย รวม 9 คดี ยึดยาบ้ากว่า 15.5 ล้านเม็ด ไอซ์ 2,300 กิโลกรัม คีตามีนกว่า 500 กิโลกรัม นั้น
กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้สืบสวนขยายผลเครือข่ายนักบินปราจีนอย่างต่อเนื่อง จนช่วงเดือน มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักบินปราจีน โดยมีการเปลี่ยนรูปแบบในการลำเลียงยาเสพติดแบบใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามและสกัดจับกุม โดยใช้วิธีการรับยาเสพติดที่บริเวณจังหวัดพื้นที่โซนในของประเทศ เช่น ลพบุรี, นครราชสีมา, ปราจีนบุรี, อยุธยา, สระบุรี แล้วใช้รถขนยาเสพติด พร้อมรถนำออกจากพื้นที่พักคอยยาเสพติด นำรถขนยาเสพติดไปขึ้นเรือเฟอร์รี่ ขนส่งไปยังพื้นที่ภาคใต้
จนเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปส.1 ,บก.ขส. และหน่วยข่าวกรองทหาร ได้เฝ้าติดตามและเฝ้าระวังการขนส่งยาเสพติดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จนต่อเนื่องช่วงเช้ามืดของวันที่ 10 เมษายน 2569 พบมีการเคลื่อนไหวของรถยนต์ตู้ทะเบียนตามที่สืบทราบใช้เป็นรถนำทาง ออกจากพื้นที่ จ.สมุทรปราการ เคลื่อนไหวไปขับนำรถขนยาเสพติด (ไอซ์) เป็นรถยนต์กระบะตู้ทึบ ออกจากพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี โดยขับตามกันมา เพื่อจะไปส่งขึ้นเรือเฟอร์รี่ พื้นที่เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ มีเป้าหมายที่จะใช้รถที่ซุกซ่อนยาเสพติด ขับขึ้นเรือเฟอร์รี่มุ่งหน้าสู่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพื้นที่ภาคใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการติดตามจนสามารถสกัดจับกุมผู้ต้องหา 2 คน รถยนต์กระตู้ทึบ ซุกซ่อนยาเสพติด(ไอซ์) จำนวนประมาณ 47 กระสอบ รวมน้ำหนักประมาณ 2 ตัน (2,000 กิโลกรัม) ได้ที่บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ราษฎร์บูรณะ ห่างจากท่าเรือเฟอร์รี่ ประมาณ 1 กม. และได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาได้อีก 2 คนพร้อมรถตู้นำทางได้ที่ ต.แพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ
จ.สมุทรปราการ ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน ของกลาง ไอซ์ 2,000 กิโลกรัม และยึดรถยนต์ของกลาง 2 คัน
พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. เปิดเผยว่า จากการจับกุมขยายผลเครือข่ายครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เพิ่มความเข้มในการสกัดกั้นการลำเลียงตามเส้นทางต่างๆ ในประเทศ ทำให้ขบวนการขนยาต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการขนส่งยาเสพติดเพื่อหลบเลี่ยงการติดตามและสกัดกั้น จากเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคง โดยการซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในรถ แล้วส่งรถขึ้นเรือเฟอร์รี่ เพื่อต้องการไปแพร่กระจายในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวภาคใต้
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ยืนยันว่าจะดำเนินการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนี รวมถึงติดตามยึดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด พล.ต.ท.อาชยนฯ กล่าว





